วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

คำนำ


คำนำ
บล็อกเกอร์เป็นส่วนหนึ่งของวิชาบล็อกซอฟแวร์ชั้นมัธมศึกษาปีที่ 3/1 โดยมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องการเรียน ทั้งนี้ ในรายงานนี้มีเนื้อหาประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับ 8เคล็ดลับเรียนยังไงให้ได้เกรดดี 10เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง 7เทคนิคการเรียนเก่งกุมารแพทย์ 15เทคนิคเรียนยังไงให้เก่ง จัดระเบียบการเรียน ซึมซับข้อมูล ทำการบ้าน เตรียมตัวสอบ ปรับตัวเพื่อให้ผลการเรียนดีขึ้น 7วิธีช่วยความจำ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในการปรับตัวกับการเรียน เพื่อให้ผลการเรียนดีขึ้น ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำบล็อก เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ผู้จัดทำต้องขอขอบคุณ
อาจารย์ สุจินต์ ชาวสวน ผู้ให้ความรู้และแนวทางการศึกษา หวังว่าบล็อกฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกๆท่าน หากมีข้อเสนอแนะประกาารใด ผู้จัดทำขอรับไว้ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง นางสาว บุษราภรณ์ ดิษระคะโน ผู้จัดทำ

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

7 วิธีช่วยความจำ

1. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายไม่ได้ช่วยแค่ทำให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้นแต่ยังช่วยเรื่องการทำงานของสมองด้วย การไม่ออกกำลังกายจะทำให้เกิดคราบไขมันและหินปูน (Plaque) ในเส้นเลือดและหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการสูบฉีดเลือดลดลง นอกจากจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการหัวใจวายแล้ว ยังทำให้ปริมาณออกซิเจนและสารอาหารที่เลือดนำไปเลี้ยงสมองลดลงอีกด้วย เมื่อสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง ดังนั้นการออกกำลังกายเป็นประจำจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ

2. กำจัดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียด

ความโกรธหรือความกังวลเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเครียด ส่งผลเสียต่อสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจดจำ ในบรรดาสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดทั้งหมด อาการซึมเศร้าเป็นสิ่งที่ทำร้ายสมองได้มากที่สุด เมื่อเรามีอาการซึมเศร้าจะทำให้สาร Cortisol หลั่งออกมามากขึ้น ซึ่งหากมีสารนี้อยู่บริเวณสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำระยะสั้นเป็นจำนวนมาก ก็อาจทำลายความสามารถในการจดจำสิ่งใหม่ ๆ ได้ ดังนั้นหากรู้สึกว่ามีอารมณ์ซึมเศร้า หรือเครียดก็ควรจะรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด

3. นอนหลับให้สนิท

การนอนหลับ 7 – 8 ชั่วโมงจะช่วยในเรื่องความจำได้ เพราะระหว่างที่เรากำลังนอนหลับ สมองจะซึมซับเอาเหตุการณ์หรือข้อมูลใหม่ ๆ ที่เพิ่งได้รับมา แล้วเก็บบันทึกไว้เป็นความจำระยะสั้น และพัฒนาต่อไปเป็นความจำระยะยาว ดังนั้นหากเราพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนหลับไม่สนิท ก็จะทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นอกจากการนอนหลับในช่วงกลางคืนแล้ว การที่เราได้งีบระหว่างวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็เป็นการช่วยเรื่องการจดจำได้เช่นกัน

4. จดบันทึก และบอกเล่าเรื่องราวหรือสิ่งที่เรียนรู้มาเป็นประจำ

การจดบันทึก เรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้เจอเป็นประจำ หรืออ่านหนังสือแบบออกเสียงจะช่วยให้คุณพัฒนาความสามารถในการจดจำ รวมไปถึงการอธิบายหรือเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้คนฟังก็ช่วยได้ เพราะจากการศึกษาพบว่าเมื่อมีการให้นักเรียนสอนหรืออธิบายความรู้ต่าง ๆ ให้กับนักเรียนคนอื่น ๆ ฟัง จะเป็นการดึงเอาความทรงจำในเรื่องนั้น ๆ ที่มีอยู่กลับมาใช้อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และสามารถจดจำได้ดีขึ้น 

5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง

น้ำหนักของสมองกว่า 50 - 60 % คือไขมัน ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากต่อเซลล์สมอง การรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยไขมันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการพัฒนาความทรงจำระยะยาว อย่างไรก็ตามเราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอดต่าง ๆ เพราะถึงแม้จะมีไขมันแต่เป็นไขมันชนิดที่ไม่มีประโยชน์ต่อทั้งร่างกายและสมอง เราจึงควรเลือกไขมันที่ได้จากผักใบเขียว หรือปลาต่าง ๆ โดยเฉพาะ แซลมอน แอนโชวี่ และแม็กเคอเรลแทน

6. จำเป็นภาพ

ในการจดจำสิ่งต่าง ๆ หลายคนมีวิธีจดจำข้อมูลด้วยการจำแบบเป็นภาพ ซึ่งการให้ความสนใจและจดจำรูปภาพ หรือกราฟ ที่ประกอบอยู่ในหนังสือ หรือการจินตนาการสิ่งที่เรากำลังจดจำให้ออกมาในรูปแบบของภาพ รวมไปถึงการใช้ปากกาสีต่าง ๆ ไฮไลท์ส่วนที่สำคัญเอาไว้ ก็จะช่วยให้เราจดจำข้อความเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นเช่นกัน   

7. ทำกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาสมองและความจำ

ทำกิจกรรมที่ช่วยให้เราได้ฝึกสมองอยู่เป็นประจำ เช่น การอ่านหนังสือ หรือเล่นเกมฝึกสมองต่าง ๆ นอกจากจะช่วยให้สมองได้ทำงานอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเรื่องความจำหรือโรคสมองเสื่อมอีกด้วย

รวมไปถึงการฟังเพลงก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะเพลงและดนตรีเป็นเหมือนกุญแจในการดึงเอาความทรงจำต่าง ๆ กลับมา จากงานวิจัยพบว่าดนตรีเป็นตัวช่วยอย่างดีในการเรียกความทรงจำ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้เรียนรู้ขณะฟังเพลง มักจะถูกเรียกกลับคืนมาเมื่อเราได้ฟัง หรือนึกถึงเพลงนั้นในครั้งต่อ ๆ ไป

ปรับตัวเพื่อให้ผลการเรียนดีขึ้น

ปรับตัวเพื่อให้ผลการเรียนดีขึ้น
1
เลือกวิชาเรียนให้เหมาะสม. การเรียนในมหาวิทยาลัยเราอาจอยากเลือกเรียนวิชาที่ใครๆ มองว่าเท่ หรือท้าทายความสามารถ ถึงแม้การลงเรียนวิชาที่ยากนั้นเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมและทำให้เราได้รับความรู้มากมาย แต่เลือกเรียนแค่วิชาเดียวหรือสองวิชาก็พอ ถ้าเลือกลงเรียนแต่วิชาที่ยากๆ เราก็จะรู้สึกว่ามันหนักหนาสาหัสเกินไป ลองเลือกวิชาที่ยากและวิชาที่ง่ายปนกันไป สมองจะได้พักบ้าง!


2
เข้าเรียนทันเวลา. วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะได้เกรดดีๆ คือการมาเรียนทันเวลา ไม่เพียงแค่เราจะได้คะแนนการเข้าเรียนมาช่วย (ถ้ามี) แต่เราก็จะไม่พลาดประกาศสำคัญ แนวคิดสำคัญที่อาจารย์เน้นย้ำ หรือคะแนนพิเศษจากการตอบคำถามอาจารย์ในห้อง (นี้เป็นประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ของการมาเข้าเรียนทันเวลา)


3
กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพทุกเช้า. ถ้านักเรียนกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพทุกเช้า ส่วนใหญ่จะเรียนได้เกรดดีๆ และจดจ่อกับการเรียนได้ดีขึ้นฉะนั้นถึงแม้เราจะไม่หิวในตอนเช้า ก็ควรพกอะไรไปกินรองท้องบ้าง


4
เล่นเกมที่ช่วยพัฒนาความจำ. ฝึกสมองด้วยการพยายามเล่นเกมปริศนาทุกวัน เช่น ปริศนาอักษรไขว้ ซูโดกุ และเกมอื่นๆ ที่ใครก็เล่นได้ง่าย การเล่นเกมปริศนาจะช่วยเพิ่มพลังสมองและทำให้เราสามารถจดจำเนื้อหาที่เรียนที่ได้ดีขึ้น


5
จัดสรรเวลาให้ดี. ถ้าเราต้องทำข้อสอบ 120 ข้อในหนึ่งชั่วโมง แสดงว่าต้องใช้เวลาทำข้อละ 30 วินาที เวลาแค่นี้ก็อาจมากโขแล้ว เพราะอาจมีข้อสอบหลายข้อที่เราใช้เวลาน้อยกว่านี้ ฉะนั้นเราอาจมีเวลาเหลือพอที่จะทำข้อยากๆ ได้ อย่าพะวงเรื่องเวลามากจนเกินไป ไม่อย่างนั้นจะไม่มีสมาธิทำข้อสอบ


6
อย่ากลัวที่จะก้าวไปข้างหน้า. อย่ากังวลถ้าจะมีคนคิดว่าเราเป็นพวกชอบความสมบูรณ์แบบหรือพวกคาดหวังสูง พยายามตั้งใจเรียนและพัฒนาผลการเรียนต่อ ปล่อยให้เพื่อนเราคุยและเล่นกันในห้องไปตามสบาย อีกสองสามปีข้างหน้าเราก็จะไปไกลกว่าคนอื่น และเห็น กรด A และ B ในใบแสดงผลการศึกษา แทนที่จะเห็นเกรด C และเกรด D อันเป็นผลจากการปล่อยตนเองไปตามยถากรรม


7
นำเอกสารประกอบการเรียนจัดเก็บใส่แฟ้มให้เป็นหมวดหมู่. นำเอกสารประกอบการเรียนเข้าแฟ้ม เราจะได้นำเอกสารออกมาใช้ได้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการ เราอาจเก็บแฟ้มไว้ที่ใต้โต๊ะเรียนของตนเอง หรือจะเก็บไว้ในล็อกเกอร์ก็ได้ เมื่อถึงคราวที่ต้องนำติดตัว ก็ให้ใส่ไว้ในกระเป๋าเรียนติดตัวไปด้วย


เตรียมตัวสอบ

เตรียมตัวสอบ
1
ทบทวนบทเรียนกับเพื่อน. การทำอะไรเป็นกลุ่มนั้นมีประโยชน์ แม้จะเป็นเพียงการทบทวนบทเรียนก็ตาม เมื่อทบทวนบทเรียนกับเพื่อน เราจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดและรวบรวมความรู้ แต่เราต้องไม่ทำให้กันและกันไขว้เขวหรือเอาแต่พูดคุยเรื่องสัพเพเหระตลอดเวลา!


2
หากลวิธีช่วยจำ. การใช้สิ่งต่างๆ มาเป็นอุปกรณ์ช่วยจำอาจช่วยกระตุ้นความจำของเราได้จริงๆ เราอาจคุ้นเคยและจดจำ Roy G. Biv ได้ดีกว่าท่องลำดับสีของสายรุ้งไปโดยไม่ใช้เทคนิคอะไร หรือถ้าเราคล่องภาษาอังกฤษมาก เราก็อาจใช้ประโยคว่า "My very exhausted mother just slept until noon." มาช่วยในการจำชื่อและลำดับของดาวเคราะห์ ทำไมถึงต้องใช้ถ้อยคำเหล่านี้แทนการจำชื่อจริงๆ ของสิ่งเหล่านี้ เพราะมันเป็นเทคนิคช่วยให้เราจำแม่น! แล้วก็ได้ผลด้วย ถ้าเราพยายามจำว่าอินเดียเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ อาจลองภาพสมเด็จพระราชินีทรงวิ่งจ๊อกกิ้งรอบทัชมาฮาล เมื่อถึงเวลาสอบ เราอาจจำสิ่งที่เราควรจะจำ “จริงๆ” ไม่ได้ แต่เราจะจำได้พอที่จะเชื่อมโยงความทรงจำได้!


3
ทบทวนบทเรียนในสถานที่ซึ่งเรารู้สึกว่าสะดวกสบาย. เราต้องทบทวนบทเรียนในสถานที่ซึ่งนั่งสบายและเงียบสงบ ถ้าเห็นว่าอากาศเย็น ก็อย่าลืมใส่เสื้อกันหนาว นั่งเกาอี้ดีๆ ที่นั่งสบาย อาจเตรียมช็อกโกแลตดำ (พลังสมอง!) น้ำสักขวด และอะไรก็ตามที่เราจำเป็นต้องมีไว้ในบริเวณนั้น เราจะได้มีสมาธิจดจ่อกับการทบทวนบทเรียนได้เต็มที่


4
อย่าคร่ำเคร่งมากเกินไป. ถึงแม้อาจต้องคร่ำเคร่งบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่ควรคร่ำเคร่งเกินไปอยู่ดี ในความเป็นจริงแล้วการหยุดพักเสียบ้างนั้นดีต่อสมองและจะช่วยเราเก็บข้อมูลได้ “มากขึ้น” พยายามทบทวนบทเรียน 20 -50 นาที สลับกับการพักสักห้าถึงสิบนาที


5
ผ่อนคลาย. พูดนั้นง่ายกว่าทำ พึงระลึกไว้ว่าเรามีข้อมูลที่ต้องการอยู่ในหัวหมดแล้ว! เหลือแค่นำออกมาใช้เท่านั้น! สัญชาตญาณแรกของเราแทบจะถูกเสมอ ฉะนั้นอย่าเพิ่งเปลี่ยนคำตอบ แต่ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ข้ามไปก่อนแล้วค่อยกลับมาพิจารณาทีหลัง


6
พักผ่อนให้เพียงพอ. เราจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อตนเองจะได้มีสมาธิจดจ่อกับการสอบ หากเรานอนไม่เต็มอิ่ม เราจะจดจ่อกับการทำข้อสอบได้ยากและอาจลืมเนื้อหาที่เพิ่งอ่านไป นี้เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมถึงไม่ควรคร่ำเคร่งมากนัก!


ทำการบ้าน

ทำการบ้าน

1

ทำการบ้านทันทีหลังกลับจากโรงเรียน. การใช้เวลาให้คุมค่านั้นสำคัญ ถ้ามีการบ้านที่ต้องส่งอาทิตย์หน้า อย่ารอให้ใกล้วันกำหนดส่งถึงค่อยทำ ให้เริ่มลงมือทำภายในสองสามวันหลังจากได้รับการบ้านมา ยิ่งมีเวลาทำการบ้านมาก เราก็จะเครียดน้อยลง


2
ตรวจการบ้าน. หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้ว ลองให้คุณครูหรือเพื่อนช่วยตรวจให้หลังจากเราตรวจเองแล้ว ถ้าเราไม่เข้าใจ ให้จดสิ่งที่เราไม่เข้าใจลงไปและค่อยถามคุณครู การเข้าเรียนเสริมจะช่วยให้เรามีเกรดที่ดีขึ้นเร็วเช่นกัน หาติวเตอร์มาสอนให้ก็ได้ ถ้าเรามีกำลังทรัพย์พอ หรือขอให้คุณครูช่วยอธิบายเนื้อหาที่เราไม่เข้าใจก็ได้ ท่านยินดีช่วยเราอยู่แล้ว


3
ทำการบ้านให้เสร็จ. ตั้งเป้าหมายและทำให้สำเร็จก่อนที่จะออกไปเที่ยวหรือไปงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อน การหาโอกาสเข้าสังคมก็สำคัญ แต่เกรดของเราก็อาจมีผลต่อทางเลือกในอนาคตของเราเช่นกัน ฉะนั้นหาเวลาทบทวนบทเรียนทุกวันเช่นเดียวกับที่อย่าลืมหาเวลาไปเที่ยวหรือกินข้าวกับเพื่อนบ้าง


4
นั่งทำการบ้านกับเพื่อน. ในเมื่อนั่งทบทวนบทเรียนกับเพื่อนเพื่อเตรียมตัวสอบยังได้ประโยชน์มากขนาดนี้ แล้วการนั่งทำการบ้านด้วยกันกับเพื่อนจะได้รับประโยชน์มากขนาดไหน การนั่งทำการบ้านด้วยกันกับเพื่อนนอกจากจะไม่เพียงช่วยให้เราอยากทำการบ้านให้เสร็จเท่านั้น (และทำให้สนใจเรียน) แต่งานยังเสร็จเร็วขึ้น ทำงานมีประสิทธิภาพ และเกิดความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น


5
อย่าลอกการบ้านคนอื่น. เราจะได้คะแนนศูนย์แน่ ถ้าลอกการบ้านของคนอื่น ยอมรับว่าปัจจุบันนี้เทคโนโลยีทำให้เราได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น และถ้าเราลอกการบ้านของผู้อื่นมาหรือไม่ได้ทำงานโดยใช้ความสามารถของตนเอง คุณครูของเราก็ “จะ” รู้เช่นกัน ถ้าแปลภาษาอังกฤษโดยใช้ Google Translate หรือคัดลอกสุนทรพจน์ของบุคคลที่มีชื่อเสียงมาส่ง คุณครูจะจับได้ เพราะฉะนั้นอย่าคัดลอกงานหรือการบ้านใครจะดีกว่า


ซึมซับข้อมูล

ซึมซับข้อมูล
1

รู้ว่าเราถนัดเรียนรู้แบบไหน. เทคนิคบางอย่างอาจไม่ได้ผลกับคนบางคน บางคนเรียนรู้ได้ดีเมื่อลงมือทำ บางคนเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้เห็นตัวอย่าง บางคนเรียนรู้ได้ดีเมื่อฟัง (และบางคนอาจต้องใช้วิธีเรียนรู้แบบผสมผสานกัน) ถ้าเราจำสิ่งที่อาจารย์สอนเราไม่ได้ แสดงว่าเราอาจใช้วิธีเรียนรู้ที่ตนเองไม่ถนัด


2
อ่านตำราเรียน. ถึงจะน่าเบื่อและซ้ำซากจำเจ แต่การอ่านตำราเรียนก็มีประโยชน์มาก บางครั้งอาจารย์อาจแม้แต่ไม่ได้กล่าวถึงข้อมูลสำคัญในห้องเรียน! หลังจากอ่านจบไปย่อหน้าหนึ่ง ให้ลองทบทวนในหัวโดยไม่มองเนื้อหาดู จากนั้นอ่านอีกครั้ง เนื้อหาจะได้อยู่ในความจำของเรานานขึ้น วิธีนี้จะใช้ได้ดีเมื่อเรามีเวลาทบทวนบทเรียนน้อย


3
จดให้ดี. ในรายวิชาส่วนใหญ่ของระดับมัธยมต้น มัธยมปลาย และ
มหาวิทยาลัย เนื้อหาส่วนใหญ่ที่จะไปปรากฏในข้อสอบและแบบฝึกหัดจะถูกกล่าวถึงในห้องเรียน ถ้าคุณครูวาดแผนภาพบนกระดาษ เราก็ควรคัดลอกแผนภาพนั้นลงในสมุดด้วย เพราะอาจช่วยให้เราจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น


4
ใช้วิธีทบทวนบทเรียนที่ได้ผล. การเสียเวลานอนเพื่อทุ่มเทอ่านหนังสือแล้วรู้สึกขึ้นมาว่าไม่ได้อะไรเลยนั้นช่างเป็นอะไรที่แย่ ลองทำตามเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิ เราจะได้ไม่เผลอหลับคาหนังสือ


5
มีส่วนร่วมในห้องเรียน. เมื่อทำการบ้านเสร็จ เราก็พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในห้องเรียนแล้ว คราวนี้ก็จะได้รู้ว่าตนเองมีความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่านมากน้อยแค่ไหน! การมีส่วนร่วมในห้องเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ดี เหตุผลสำคัญอย่างแรกคือการมีส่วนร่วมในห้องเรียนจะช่วยเชื่อมโยงความรู้ที่ได้มาจากการทำการบ้าน (จะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น)


6
ขอความช่วยเหลือ. ถ้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมีผลการเรียนดีขึ้นหรืออ่อนวิชาใดวิชาหนึ่งจริงๆ ขอให้คุณครูที่สอนวิชานั้นช่วยเหลือ ไม่จำเป็นต้องกลัวหรือกังวลอะไรเลยเพราะคุณครูยินดีที่จะช่วยเหลือเราอยู่แล้ว ถ้ามีปัญหาเรื่องการเรียน อาจเข้าไปถามคุณครูหลังเลิกเรียน เข้าไปปรึกษาที่ห้องพักช่วงที่คุณครูว่าง หรือส่งอีเมลไปหาท่านเพื่อขอความช่วยเหลือก็ได้


7
หาติวเตอร์มาช่วยสอนให้. ถ้าในท้ายที่สุดแล้ว วิชานั้นยังยากเกินไปและเราก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ลองหาติวเตอร์มาช่วยสอนให้ บางครั้งการหาติวเตอร์มาสอนให้อาจช่วยเราได้มากกว่าเรียนกับคุณครูตัวต่อตัวก็ได้เพราะเขาอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกับเราและอาจสามารถอธิบายเนื้อหาต่างๆ ให้เราเข้าใจได้ดีกว่า


จัดระเบียบการเรียน

จัดระเบียบการเรีย
1


มีสมุดบันทึกตารางเวลาหรือปฏิทิน. ไม่ว่าจะมีสมุดบันทึกตารางเวลาซึ่งพกอยู่ในเป้ ปฏิทินซึ่งติดไว้ที่ผนัง รายการสิ่งที่ต้องทำซึ่งเราเขียนไว้ทุกครั้งหลังจากหมดวัน หรือปฏิทินออนไลน์ ของเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถติดตามกำหนดการต่างๆ และทำตามกำหนดการนั้นได้ ตอนเริ่มต้นเทอมเมื่อได้สมุดบันทึกตารางเวลามาแล้ว ให้จดลงไปว่ามีกำหนดการสอบใหญ่ สอบย่อย และส่งงานเมื่อไร ให้ทำแบบนี้ทุกวิชา


2
จัดของในล็อกเกอร์ เป้ หรือโต๊ะเรียนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย. การจัดของที่เราใช้ทุกวันให้เป็นระเบียบจะช่วยลดความสับสนวุ่นวายใจ เรื่องนี้อาจฟังดูงี่เง่าแต่เมื่อสภาพแวดล้อมรอบตัวเป็นระเบียบเรียบร้อย จิตใจของเราก็สามารถจดจ่อกับเรื่องสำคัญได้มากขึ้น จัดของในล็อกเกอร์ เป้ หรือโต๊ะเรียนสัปดาห์ละครั้ง การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้เราเสียเวลามากมายอะไร ใช้เวลาแค่สองนาทีเอง


3
ทำตารางทบทวนบทเรียน. ถึงแม้จะมีตารางกำหนดการต่างๆ สำหรับสัปดาห์นั้นหรือเดือนนั้นแล้ว แต่เราก็ต้องมีตารางทบทวนบทเรียนรายสัปดาห์ด้วย ร่างตารางทบทวนประจำสัปดาห์ขึ้นมาเพื่อจะได้รู้ว่าเราสามารถทบทวนบทเรียนได้เมื่อไรและควรทบทวนเสร็จเมื่อไร การกำหนดตารางจะทำให้เรารู้ว่าตนเองจะใช้เวลาทบทวนแต่ละวิชาเท่าไรและแต่ละวิชาควรทบทวนช่วงไหนถึงจะเข้าใจง่ายที่สุด เราต้องทำตามตารางที่ตนเองกำหนดด้วย



15 เทคนิคเรียนยังไงให้เก่ง

15 เทคนิคเรียนยังไงให้เก่ง

1. พวกเขาไม่ ‘อ่าน’ เฉพาะตำราเรียน
ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์นะจ๊ะ แต่การอ่านตำราเรียนทั้งหมด เป็นสิ่งที่ทำแล้วเกิดประสิทธิภาพน้อยมาก เด็กเก่งๆ หัวกะทิส่วนใหญ่พวกเขาจะไม่อ่านตำราเรียนอย่างเดียว แต่จะใช้วิธีลงมือปฏิบัติแทน “แก้โจทย์ปัญหา และการทำแบบฝึกหัด” การหาความรู้เพิ่มเติมจากการใช้ Google, อ่านจากช็อตโน้ต และการหาข้อสอบเก่าๆ มาทำ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระยะเวลาอันสั้นมากกว่า
2. ทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนและอธิบายให้เป็นคำพูดของเราให้ได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนก็คือ “ความเข้าใจในบทเรียน” นั้นๆ ภายหลังจากที่คุณครูหรืออาจารย์สอนเสร็จ พยายามจดโน้ตย่อบทเรียนสั้นๆ ด้วยคำพูดของเราเอง จับใจความสำคัญของบทเรียน และนำมาวิเคราะห์ให้ได้ว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในหนังสือและที่อาจารย์ได้สอนมาอะไรคือ “หัวใจหลัก” อธิบายสั้นๆ ด้วยคำพูดของเราเอง เขียนลงไปในสมุดเพื่อเป็นการสรุปย่อ และยังสามารถนำมาทบทวนก่อนสอบได้อีกด้วย เพียงเท่านี้การเรียนก็จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณอีกต่อไป
3. ไม่กลัวที่จะถาม
สำหรับเด็กที่เรียนดีเรียนเก่ง สังเกตได้ว่า “พวกเขาจะไม่กลัวที่จะถาม” เมื่อเกิดความสงสัย หรือไม่เข้าใจตรงส่วนไหนจดคำถามนั้นไว้ แล้วให้อาจารย์ หรือเพื่อนที่เข้าใจอธิบายให้ฟัง จงอย่ากลัวที่จะถามคำถาม “โง่ๆ” และอย่าใช้การท่องจำอย่างไม่เข้าใจ เพราะการเรียนแบบนั้นจะไม่ได้ผลและถือเป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงเลยทีเดียว ที่จริงเพื่อนของเราก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละ ฮ่าๆๆๆ
4. เรียนรู้ที่จะชอบตั้งคำถาม
เพราะการตั้งคำถามจะเกิดการเรียนรู้ และการแสวงหาความรู้อยู่เสมอๆ นั่นเอง และนั่นล่ะคือหัวใจหลักที่จะทำให้เราเก่งขึ้น
5. เข้าใจโครงสร้าง ไม่พยายามท่องจำ
เคล็ดลับสำคัญสำหรับเด็กเรียนเก่ง คือ พวกเขาจะพยายามทำความเข้าใจในโครงสร้างต่างๆ ของบทเรียน และเนื้อหานั้นๆ มากกว่าการท่องจำ เพราะการพยายามจำสิ่งต่างๆ มีผลกระทบต่อการจำอะไรไม่ได้เลย เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างต่างๆ แล้ว เราก็จะจำได้ไปเอง ต่างจากการท่องจำเพียงอย่างเดียว เมื่อเจอโจทย์หรือข้อสอบที่พลิกแพลงไปจากที่ท่องมาแล้วก็อาจจะทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ที่มาที่ไปและวิธีปรับใช้
6. ทดสอบตัวเองบ่อยๆ
การทดสอบตัวเองบ่อยๆ จะทำให้สมองของคุณสามารถเชื่อมต่อกับเนื้อหาใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้จะทำให้คุณรู้ตัวเองได้อย่างทันทีและชัดเจนว่า เรามีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา บทเรียน ความรู้ใหม่ๆ หรือไม่? คือภายหลังจากเรียนเสร็จแล้ว จะมีการทำแบบทดสอบโดยแบ่งเป็น 5 นาที, 2 วัน และ 2 สัปดาห์ต่อมา จะช่วยให้จำได้แม่นขึ้นมากกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียวนะจ๊ะ หรือหาเวลาว่างมาฝึกฝนกันให้มากที่สุดก็ใช้ได้แล้วล่ะ
7. ทำสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากการฟังบรรยายบ้าง
หลายครั้งที่การฟังบรรยายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับคุณ อาจารย์อาจจะพูดเร็วเกินไปจนคุณจดไม่ทัน หรือพูดช้ามากจนอยากหลับ แต่นี่คือสิ่งที่เด็กเรียนเก่งทำคือ เขามีความอดทนเพราะในห้องเรียนน่ะสำคัญที่สุด เขามักจะอ่านมาล่วงหน้า เกิดการตั้งคำถามจากการอ่านล่วงหน้า โฟกัสไปที่ปัญหาและเนื้อหาที่อาจารย์สอน นี่จะทำให้การฟังบรรยายได้ผลดีเกินคาดเลยล่ะ
8. ใช้เครื่องมือการศึกษาออนไลน์เป็นประจำ
อย่าเชื่อทุกอย่างเพียงเพราะอาจารย์สอน อย่ายึดติดอยู่กับตัวอย่างบนกระดานดำ หรืออ่านแค่ในตำราเรียน ยังมีความรู้อีกมากมายที่เราสามารถหาได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เด็กเรียนส่วนใหญ่จะหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ท ก็เป็นเรื่องดีเลยทีเดียว
9. เรียนในระยะสั้นๆ นั้นดีกว่า
การศึกษาในระยะเวลาสั้นๆ มีแนวโน้มที่จะทำให้ตั้งใจเรียนอย่างมุ่งมั่น เพราะอย่างน้อยเราก็จะรู้ว่าอีกสักครู่ก็จะได้พักจากการเรียนแล้ว แน่นอนว่าต้องดีกว่าการเรียนแบบมาราธอนเป็นเวลาหลายชั่วโมงแน่นอน เพราะจะทำให้สภาพจิตใจเราเกิดความเบื่อหน่าย
10. ศึกษาข้อสอบที่ทำผิดทันที
ภายหลังการสอบ อาจารย์มักจะบอกข้อผิดพลาดให้กับนักเรียนทราบ นักเรียนที่เรียนดีส่วนใหญ่มักจะเก็บข้อผิดพลาดของพวกจดลงในสมุดโน้ต พร้อมทั้งพยายามแก้ไขและทำความเข้าใจให้มากขึ้น ไม่เข้าใจจุดไหนก็สามารถถามอาจารย์ได้ทันที จนกว่าพวกเขาจะเข้าใจ และเมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะจำข้อที่ผิดได้แม่นยำขึ้น สิ่งผิดพลาดเหล่านี้คือตัวบ่งชี้ “สิ่งที่จะต้องปรับปรุง” นักเรียนนักศึกษาจึงไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด
11. ฝึกฝนภายใต้สถานการณ์ของการสอบจริงๆ
การฝึกฝนภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์จริง อาจเป็นสิ่งที่ทำแล้วได้ผลมากกว่า สำหรับนักเรียนที่เรียนดีเรียนเก่ง แทนที่พวกเขาจะนั่งท่องแต่ตำราเรียน ทำการบ้าน และทำแบบฝึกหัด พวกเขาจะข้ามขั้นมาเป็นการทำแบบทดสอบโดยกำหนดเงื่อนไขให้เหมือนกับสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเจอตอนสอบจริงๆ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวเอง
12. ทำข้อสอบเก่าให้มากเข้าไว้
อีกหนึ่งเคล็ดลับที่เด็กเรียนเก่งกระซิบบอกมาว่า พวกเขามักจะหาข้อสอบเก่าๆ มาทำ ฝึกทำบ่อยๆ จะได้จำแม่นๆ แม้เราจะไม่รู้ว่าแต่ละปี หรือแต่ละเทอมข้อสอบจะออกอะไร แต่แนวข้อสอบส่วนใหญ่ก็จะออกซ้ำๆ แนวเดิมๆ อาจจะเจอคำถามที่คล้ายๆ กัน ที่เราเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง ที่สำคัญข้อสอบเก่าก็เปรียบเสมือนหินลับมีด ลับสมองของเราให้คมกริบ ก่อนลงสนามจริงๆ
13. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเสมอ
หลายคนคงคิดว่าเด็กเรียนเก่งต้องนั่งเรียนอย่างหนักอดหลับอดนอน เพื่ออ่านหนังสือเยอะๆ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะพวกเขานอนเยอะ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
14. อย่าไฮไลท์ทุกอย่าง
การไฮไลท์ที่ดีควรจะเน้นเฉพาะคำสำคัญ ไม่ใช่ทั้งย่อหน้า ถ้าต้องการที่จะเขียนโน้ตเพิ่มเติมบางอย่างให้เขียนแยกออกมา, ขีดเส้นใต้ และเขียนคำอธิบายที่เชื่อมโยงกันเพิ่มไปด้วย หรือถ้าจะให้ดีที่สุด คือการเขียนชอตโน้ตแบบสั้นๆ ด้วยภาษาของคุณเอง เพื่อเป็นการสรุปความเข้าใจไปด้วย นักเรียนบางคนขีดไฮไลท์แทบจะทั้งหน้า จึงไม่เห็นความแตกต่างและจุดสำคัญที่ควรเน้นนั่นเอง
15. มีความรอบคอบ และรับผิดชอบ
สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นได้จากเด็กเรียนดีหลายคนนั่นก็คือ “ความรับผิดชอบ” ที่ทำให้พวกเขาต่างจากเด็กทั่วไป รับผิดชอบต่อการเรียน ทำการบ้าน ทำรายงาน อ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด รู้หน้าที่ว่าจะต้องทำอะไร วางแผนการใช้ชีวิตของตัวเองได้ ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงจุดหมายที่ได้ตั้งเป้าไว้ เด็กเรียนเก่งมักมีความรับผิดชอบ นอกจากรับผิดชอบชีวิตแล้ว ในการเรียนและการทำข้อสอบเราก็ต้องมีความรอบคอบสูง อาจมีคนที่เก่งเหมือนกันแต่จะมาเฉือนกันตรงความรอบคอบนี่เองล่ะ!!!

7 เทคนิคการเรียนเก่ง

                  7 เทคนิคการเรียนเก่ง

1. พักผ่อนให้เพียงพอ
          การพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากถ้า อยากเรียนเรียนเก่ง เพราะถ้าหากว่าเราพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ช่วงเวลาเรียนของเรานั้น ไม่สดชื่น สมองไม่แล่น และอาจถึงขั้นหลับในห้องเรียนได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนในชั่วโมงดังกล่าวนั่นเอง
          ดังนั้นเราจึงแนะนำให้น้องๆพักผ่อนกันให้เพียงพอโดยควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ในช่วงเวลาเรียนนั้นสมองสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้น้องๆเข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้อย่างท่องแท้นั่นเอง
 
 
2. กล้าถามเมื่อสงสัย
 
          เทคนิคการเรียนเก่ง ข้อ2เป็นสิ่งที่ขัดกับนักเรียนไทยมากที่สุดเพราะข้อเสียที่สำคัญของเด็กไทยอย่างหนึ่งนั่นคือการไม่กล้าถามคำถามเมื่อสงสัย อาจเพราะกลัวว่าเพื่อนจะมองว่าโง่ หรืออายที่จะยกมือถามอาจารย์ แต่นั่นจะทำให้น้องๆไม่เข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้เลยแหละ เพราะเมื่อเก็บความไม่เข้าใจไว้หนึ่งคำถาม การเรียนต่อไปที่ต้องใช้พื้นฐานจากความเข้าใจเรื่องก่อนหน้า น้องๆก็จะไม่เข้าใจเพราะยังคงไม่เข้าใจบทเรียนก่อนหน้า และจะทำให้การเรียนของน้องๆมีแต่คำถามที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด ดังนั้นถ้า อยากเรียนเก่ง "กล้าถาม" เถอะครับ การถามคำถามอาจารย์ในชั้นเรียนไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย หรือไม่ได้หมายความว่าคนที่ถามนั้นโง่ หลายๆครั้งคำถามที่น้องถามในห้องเรียนก็เป็นคำถามที่น่าสนใจ จนทำให้อาจารย์อึ้งได้เหมือนกันนะครับ
 
 
3. มีสมาธิในเวลาเรียน
 
          เคล็ดลับเรียนเก่ง ข้อต่อมาคือการมีสมาธิ ในเวลาเรียนนั้นต้องอย่าวอกแวกไปกับสิ่งที่รบกวนสมาธิทั้งหลายรอบๆตัว เช่น เพื่อนชวนคุย เพื่อนคุยกันเสียงดัง เสียงเตะบอลจากสนามบอล เสียงก่อสร้างข้างๆโรงเรียน และอื่นๆอีกมากมาย สิ่งรบกวนบางอย่างเช่น เพื่อนชวนคุุย เพื่อนคุยกันเสียงดัง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้โดยการไม่นั่งในบริเวณใกล้ๆ ก็ควรหลีกเลี่ยง การเรียนอย่างมีสมาธินั้นจะทำให้น้องๆเข้าใจบทเรียนและทำคะแนนสอบได้ดีอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่อาจารย์ออกข้อสอบก็ต้องเป็นสิ่งที่พูดในชั้นเรียนนั่นแหละ
 
4. จับประเด็นให้ได้
          คนที่เรียนเก่งอาจไม่ได้เก็บทุกคำพูดของอาจารย์ได้ แต่ต้องเป็นคนที่จับประเด็นสำคัญในบทเรียนนั้นๆได้ การจับประเด็นนั้น เป็นเทคนิคการเรียนเก่ง ที่สามารถทำได้ง่ายๆโดยตั้งใจฟังว่าเนื้อหาไหนที่อาจารย์พูดย้ำๆ พูดว่าตรงจุดนี้สำคัญ หรือจุดนี้เคยออกข้อสอบ เมื่อจับประเด็นสำคัญได้ก็อย่าลืมขีดเส้นใต้หรือไฮไลท์ไว้ เพื่อที่เวลากลับมาอ่านทบทวนจะได้เน้นอ่านบริเวณเนื้อหาที่สำคัญ
5. อ่านเนื้อหาคร่าวๆก่อนเรียน          
การอ่านเนื้อหาคร่าวๆไปก่อนเรียนเป็นสิ่งที่ควรทำถ้าหากมีเวลา เพราะการที่ได้อ่านเนื้อหาไปแล้วคร่าวๆนั้นจะทำให้พอที่จะจับประเด็นได้ว่าเนื้อหาที่กำลังจะเรียนนั้นพูดถึงเรื่องอะไร อีกทั้งเมื่ออ่านเนื้อหาไปก่อนเรียนนั้นจะทำให้เรามีข้อสงสัยในบางประเด็น แล้วเมื่อเรียนในห้องเรียนจะได้ถามข้อสงสัยเหล่านั้นกับอาจารย์ผู้สอนได้ทันที
6. อย่าสักแต่ว่าจด
          การเรียนในห้องเรียนนั้นอย่าเอาแต่จดสิ่งที่อาจารย์เขียนบทกระดาน ต้องฟังคำอธิบาย และทำความเข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูดด้วย เพราะหลายๆครั้งที่เอาแต่จด โดยไม่ฟังและทำความเข้าใจเลย เราจะพบว่าเมื่อนำสิ่งที่จดนั้นกลับมาอ่านอีกครั้ง จะรู้สึกไม่เข้าใจเนื้อหาที่จดมาเลย
7.สอนเพื่อนๆในเรื่องที่เข้าใจ
           มีงานวิจัยจำนวนมากมายได้พิสูจน์มาแล้วว่า วิธีการเรียนที่ทำให้จดจำได้ยาวนานที่สุดคือ "การสอน"  เพราะในการสอนนั้นผู้สอนจะต้องเข้าใจในเนื้อหาอย่างแท้จริง รู้ว่าเนื้อหาตรงจุดไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ และสามารถลำดับเนื้อหาที่จะสอนเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจได้ ดังนั้นการสอนเพื่อนๆจะทำให้น้องๆได้ทำความเข้าใจเนื้อหานั้นๆอย่างเป็นระบบ ทำให้น้องๆได้ทบทวนความรู้ ความเข้าใจของตัวเอง และทำให้มีแต่เพื่อนๆรักเรา เมื่อเราไม่เข้าใจตรงจุดไหนพวกเขาก็พร้อมที่จะอธิบายให้น้องฟังจนเข้าใจ

10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง

เทคนิคเรียน : 1. คนเรียนเก่ง แบ่งเวลาเป็น
เคล็ดลับข้อแรก ถึงแม้ว่าเราจะชอบเล่นเกมส์ อ่านการ์ตูน เล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้ง ฯลฯ ขอแค่เราแบ่งเวลาให้เป็น เวลาไหนเล่นก็เล่น เวลาไหนเรียนก็เรียน จะเล่นวันละกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่ขอเจียดเวลามาเรียนนอกเหนือจากในห้องเรียนสักวันละ 30 นาที 1 ชั่วโมงก็พอแล้ว (เสาร์-อาทิตย์ไม่ต้องก็ได้) ทำง่ายๆแต่ได้ผลชงัดนัก
เทคนิคเรียน : 2. คนเรียนเก่ง ทบทวนล่วงหน้า-หลังเรียน เข้าหัวไม่ต้องจำ
เชื่อว่าข้อนี้ถูกใจคนขี้เกียจจำไม่น้อย (นายติวฟรีเองก็ด้วย หึหึ) เคล็ดลับง่ายๆ อ่านล่วงหน้าก่อนเข้าห้องเรียนสัก 10-15 นาที อ่านผ่านๆแค่หัวข้อก็พอว่าวันนี้เราจะเรียนอะไรบ้าง พอตกเย็น ก็อ่านทบทวนผ่านๆอีกรอบว่าวันนี้เราเรียนอะไรไป วันต่อวัน มันจะเข้าไปอยู่ในหัวเองไม่ต้องออกแรงจำให้เมื่อย แถมทำบ่อยๆมันจะประติดประต่อกันเองทั้งเทอม โอ้ สบายเลย
เทคนิคเรียน : 3. คนเรียนเก่ง ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
แม้หลายๆคนจะรู้อยู่ว่าดินพอกหางหมูไม่ดี แต่ก็เชื่อว่าทุกๆคนก็เคย หรือยังมีดินพอกหางหมูอยู่ทั้งนั้น นายติวฟรีเองเคยพอกนานถึงสองเดือนด้วยซ้ำ มันลำบากมากที่ต้องมาตามแก้ดินพอกหางหมู บางครั้งใช้เวลามากกว่าเดิม 3 เท่าบ้าง 4 เท่าบ้าง รู้งี้ทำซะเลยไม่ปล่อยให้พอกก็ดีหรอก T_T
เทคนิคเรียน : 4. คนเรียนเก่ง ไม่เรียนอัดก่อนสอบ
ข้อนี้ตามสองข้อที่แล้วมาติดๆ ถ้าน้องปล่อยพอกไว้ตั้งแต่ต้นเทอม ยันปลายเทอม แล้วมาอัดอ่านทีเดียวก่อนสอบ มันจะไม่ทันเอา หลายเรื่อง หลายวิชา ถ้าใครเคยเรียนอัดก่อนสอบคงรู้ดี (นายติวฟรีก็เคยทำ) ว่า อ่านบทแรกก็ยังโออยู่ แต่พออ่านบทสอง ดั๊นลืมบทแรก พออ่านบทสาม ดั๊นลืมบทสอง ฯลฯ แบบนี้เรียกว่า ได้หน้าลืมหลัง มาดูตัวอย่างสดๆกันตรงนี้เลย นายติวฟรีถามว่า เคล็ดลับข้อแรกคืออะไร (ห้ามย้อนกลับไปอ่านนะ) เชื่อว่าตอบไม่ได้กันเกินครึ่ง อิอิ จริงๆแล้วมันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอยู่นะว่า สมองของคนเรา จะสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆได้ดีโดยค่อยๆจดค่อยๆจำสะสมไปเรื่อยๆ ถ้ามาพยามจดจำในระยะเวลาสั้นๆ มันจะไม่เข้าหัว ขนาดไอน์สไตน์ฉลาดเป็นกรด ก็ยังจำเยอะๆ ในเวลาสั้นๆ ไม่ไหวเลย
เทคนิคเรียน : 5. คนเรียนเก่ง ลงมือทำโจทย์ แบบฝึกหัด การบ้าน
น้องๆหลายคนมองข้ามการทำโจทย์และแบบฝึกหัดต่างๆไปโดยสิ้นเชิง แล้วกลับไปให้ความสำคัญกับการเรียนเนื้อหา หรือทฤษฎีต่างๆ หลายๆคนหนักข้อ แบบฝึกหัดข้อแรกที่ได้ทำคือในห้องสอบนั่นเอง แล้วมันจะทำได้ยังไง T_T พอออกมาจากห้องสอบก็น้ำตาตกในทำไม่เป็น นักฟุตบอลเก่งๆอย่างเมสซี่ เขามีความลับในความเก่งซ่อนอยู่ นั่นคือ เขาใช้เวลาเรียนทฤษฎีนิดเดียว เอาให้ได้ครบสักรอบสองรอบก็พอ แล้วใช้เวลาที่เหลือไปทุ่มเทให้กับการซ้อมในสนาม (ทำแบบฝีกหัด) อย่างหนักทุกวันๆ ถ้าอยากเรียนเก่งเหมือนเมสซี่เล่นบอลเก่ง เราก็ต้องขยันทำแบบฝึกหัดเยอะๆเข้าไว้ ^^
เทคนิคเรียน : 6. คนเรียนเก่ง ทำ mindmap เรียนรู้จากภาพใหญ่ไปภาพเล็ก
มันจะง่ายกว่าเยอะมากถ้าเรามองความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้งหมดโดยรวม ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร แล้วมีหัวข้ออะไรบ้าง แต่ละหัวข้อเกี่ยวข้องกันอย่างไร อย่างการทำ mind map นั้นช่วยได้มากๆ ที่สำคัญทำง่ายด้วย ไม่ต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก แค่มีกระดาษกะปากกา ก็สามารถทำเองได้แล้ว
เทคนิคเรียน : 7. คนเรียนเก่ง ทำสรุป/ช้อตโน้ตด้วยตัวเอง
การทำสรุปหรือช้อตโน้ตจะเป็นเสมือนการทบทวนและสรุปเนื้อหาด้วยตัวเอง น้องๆจะมีสรุปของเพื่อนที่เก่งๆก็ได้ แต่สำคัญคือ ให้ทำเวอร์ชันของตัวเองด้วย (เขียนสรุปจากสรุปของเพื่อนก็ได้นะ) แค่การทำก็เหมือนว่าได้ทบทวนไปแล้วรอบนึง ที่สำคัญคือ เมื่อตัวเองมาอ่านสรุปของตัวเองแล้วนั้น มันจะจำได้ชัดเจนมากกว่าการอ่านสรุปของคนอื่นมากๆ ยิ่งถ้าเขียนสรุปด้วยปากกาหลายสี วาดรุปน่ารักๆลงไป บางครั้งในห้องสอบ จำได้ด้วยแน่ะ ว่าตรงนี้เราสรุปด้วยปากกาสีอะไร วาดรูปอะไรลงไป
เทคนิคเรียน : 8. คนเรียนเก่ง ติวเป็นกลุ่มกับเพื่อน ผลัดกันถาม ผลัดกันตอบ
การอ่านคนเดียวบางครั้งเราก็มองข้ามเรื่องสำคัญบางเรื่องไป การจับกลุ่มกะเพื่อน ติว หรือผลัดกันถามตอบ ก่อนสอบ จะทำให้เราได้ในส่วนที่เรามองข้ามไป ถึงบางอ้อหลายจุด บางครั้งการจับกลุ่มถามตอบก่อนเข้าห้องสอบไม่กี่ชั่วโมงก็ทำให้เราจำอะไรดีๆได้มากกว่าที่คิดอีกนะ
เทคนิคเรียน : 9. มั่นใจในตัวเอง อย่าคิดว่าตัวเองไม่เก่งเรียนยังไงก็ไม่ได้
ข้อห้ามที่สำคัญมากๆ ห้ามคิดว่าตัวเองไม่เก่งแล้วไม่สามารถทำได้เด็ดขาด เด็กไม่เก่งก็มีวิธีเรียนดีของเด็กไม่เก่งเหมือนกัน ท้อได้แต่ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด!
เทคนิคเรียน : 10. คนเรียนเก่ง ดูแลตัวเอง กินให้พอ นอนให้พอ
หลายๆคนคิดว่า นี่คือเคล็ดลับตรงไหนเนี่ย แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นสุดยอดเคล็ดลับ ที่ทำให้น้องเก่งจากภายใน ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ กินอิ่มนอนหลับ จะส่งผลให้ สมองปลอดโปร่งตามไปด้วย พอสมองปลอดโปร่ง จะแล่นมาก จำอะไรได้ง่ายกว่า เร็วกว่า เยอะกว่า ไม่ลองไม่รู้นะเออ

คำนำ

คำนำ บล็อกเกอร์เป็นส่วนหนึ่งของวิชาบล็อกซอฟแวร์ชั้นมัธมศึกษาปีที่ 3/1 โดยมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องการเรียน ทั้งน...